EEC ดึงที่ดิน ส.ป.ก. หมื่นไร่ปลูก 'กัญชา-กัญชง' ส่งออก

เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) คณิศ แสงสุพรรณ ระบุ การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกระหว่างสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอีอีซี เพราะจะเป็นโครงการยกระดับเกษตรกรในพื้นที่อีอีซีได้จริง และเป็นครั้งแรกที่ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยอีอีซีจะเข้าไปช่วยเหลือทางด้านนวัตกรรม


สำหรับสาระสำคัญในกรอบความร่วมมือการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรที่ได้มีการลงนามเอ็มโอยู ได้แก่ 1.สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่อีอีซี ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2. สนับสนุนข้อมูลให้เกษตรกร ข้อมูลที่ดินรวมทั้งกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในพื้นที่ อีอีซี 3. ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และพื้นที่ดำเนินการที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการพัฒนาพืชสมุนไพร นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต และขายได้ตรงตลาด


และ 4. สร้างเครือข่ายงานวิจัยและการต่อยอดสมุนไพรไทย ให้ได้ตรงความต้องการตลาด โดยจะร่วมกันศึกษาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาพืชสมุนไพรอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ให้มีผลโดยเร็วและเป็นรูปธรรม มีระยะเวลา 2 ปี ตามอายุของข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือนี้


อย่างไรก็ตาม แนวทางส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่อีอีซี จะยกระดับระดับรายได้เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะใช้พื้นที่ส.ป.ก.ในเขตอีอีซีประมาณ 1 หมื่นไร่ และจะส่งเสริมการทำแปลงใหญ่สมุนไพร ถือเป็นการพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่ตลาดโลกมีความต้องการสูง อาทิ กัญชงและกัญชา ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กระชายขาว เป็นต้น

เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ระบุ โครงการนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนอนาคตของเกษตรกรในพื้นที่ส.ป.ก. ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเปลี่ยนการปลูกพืชแบบเดิมๆสู่พืชที่มีอนาคตสูงทั้งกัญชงและกัญชา รวมถึงฟ้าทะลายโจร ซึ่งพื้นที่ส.ป.ก.ในเขตอีอีซี ที่จะส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรจะอยู่ในจังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่ได้เตรียมพื้นที่และงบประมาณในการรวมกลุ่มเกษตรกรสร้างความเข้มแข็ง ส่วนถ้าการทำงานด้านตลาดมีความพร้อมเมื่อใด ทางส.ป.ก.ก็พร้อมดำเนินการ


ด้านข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร พบว่าเมื่อปี 2563 สมุนไพรไทยส่งออกประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสมุนไพรไทยในกลุ่มเสริมอาหารมีมูลค่าการใช้และส่งออกรวมกว่า 80,000 ล้านบาท กลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และกลุ่มยาแผนโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อาทิ กระชายขาว กระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก ขิง ข่า อบเชย ว่านหางจระเข้ ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ฟ้าทะลายโจร มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท


ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/956543

ข่าวสารแนะนำ