ส่องโอกาสสมุนไพรไทยหลังโควิด กับ ดร. ภญ. มณฑกา ธีรชัยสกุล

ภาพชั้นวางสินค้าในร้านขายยาที่มีขวดยาวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มียาสกัดฟ้าทะลายโจรเหลืออยู่บนชั้นหรือในสต็อกสินค้าของร้านแม้แต่ขวดเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นของยาฟ้าทะลายโจร หลังจากถูกนำไปรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่มีอาการไม่รุนแรง และขายดิบขายดีจนขาดตลาดไปนานนับเดือน ก่อนที่สมุนไพรชนิดอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกัน อย่างยาห้าราก จันทน์ลีลา และกระชายขาว จะเริ่มขาดตลาดเช่นกัน

จากกระแสดังกล่าวทำให้สมุนไพรไทยกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้สมุนไพรถูกใช้เป็นวัตถุดิบในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหารเสริม ยาสมุนไพร เรียกว่าตลาดสมุนไพรเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ตัดกลับไปที่ตลาดส่งออก มูลค่าการค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกแต่ละปีก็มีการเติบโตสูงมาโดยตลอด เพราะเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่หลายคนมองว่าปลอดภัยและมาจากธรรมชาติ  

 อนาคตสมุนไพรไทยต่อจากนี้จะมีโอกาสไปต่อได้ไกลแค่ไหน ในมุมมองของ ดร. ภญ. มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการกองสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับสมุนไพรมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ภาครัฐหันมาส่งเสริมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสมุนไพร ผ่านแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย พ.ศ. 2560-2564  

สมุนไพรไทยได้รับความสนใจอย่างมากหลังเกิดสถานการณ์โควิด กระแสนี้ส่งผลต่อตลาดสมุนไพรในประเทศอย่างไรบ้าง

ในแง่ภาพรวมปีที่ผ่านมา ตลาดสมุนไพรไทยมีอัตราการเติบโตติดลบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ปกติมูลค่าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9-10% ต่อปี ซึ่งถือว่ามีการเติบโตสูง ส่วนในภาพย่อย กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในกลุ่มสปาและร้านนวด ซึ่งเคยทำรายได้อันดับหนึ่งก็มีมูลค่าลดลง เนื่องจากสถานบริการถูกสั่งปิดชั่วคราวจากการแพร่ระบาดโควิดและนโยบายล็อกดาวน์ แต่กลุ่มที่น่าสนใจแทนที่คือผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรกลุ่มแก้อาการหวัด ไอ หรือแก้แพ้ กลายเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งขายดีจนขาดตลาด ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมยาเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า จาก 800 ล้านบาท เป็นประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการที่ภาครัฐมีการตอบสนองอย่างทันท่วงที มีการขึ้นบัญชีฟ้าทะลายโจรเป็นยาหลักรักษาโควิดเบื้องต้น ซึ่งยิ่งมีผลต่อความต้องการของตลาดและประชาชนมากขึ้นตามไปด้วย  

ที่ผ่านมาสมุนไพรถูกใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจ เพื่อสุขภาพมองว่าสมุนไพรจะกลายเป็นเศรษฐกิจหลักและเศรษฐกิจใหม่ของประเทศได้ไหม

จริง ๆ มันเป็นอยู่แล้ว ในปี 2559 ช่วงเริ่มต้นแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพร พ.ศ. 2560-2564 ประเทศเรามีมูลค่าการบริโภคสมุนไพรสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก คิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาในปี 2562 ขยับขึ้นเป็น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันเราขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 6 ของโลก ดังนั้น ไม่ต้องถามเลยว่าอุตสาหกรรมนี้มีโอกาสเติบโตไหม ตัวเลขมันตอบชัดเจน ขณะเดียวกันคนไทยก็บริโภคสมุนไพรภายในประเทศอยู่แล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะยังไม่มีการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจังก็ตาม ยิ่งพอรัฐให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ทำให้เอกชนอยากมาลงทุน ตลาดสมุนไพรก็ยิ่งมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ถ้ามองไปในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ตามยุทธศาสตร์ชาติ สมุนไพรไทยเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) เพียงแต่ต้องการการจัดการเชิงระบบที่ทำให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่เราก็เห็นจุดอ่อนมากมาย โดยเฉพาะการขาดระบบการบริหารงานที่ชัดเจน ต่างคนต่างทำงาน ที่ผ่านมาจึงดูเหมือนสมุนไพรไทยเติบโตแบบตามมีตามเกิด  

อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรก็คือเรื่องของกฎหมาย เดิมเราไม่มีกฎหมายควบคุมและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพรเป็นการเฉพาะ ต้องนำบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายว่าด้วยอาหารมาบังคับใช้ ซึ่งยังไม่เหมาะสมกับการควบคุมและกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งไม่สอดคล้องต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร ทำให้อุตสาหกรรมนี้มีการพัฒนาที่ล่าช้าและไม่สามารถเติบโตได้ 

ยกตัวอย่างเช่น วันนี้มีผู้ประกอบการรายหนึ่งคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ได้สำเร็จ แต่กว่าจะขึ้นทะเบียนได้ต้องรอไปอีก 3 ปี ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วใครจะอยากลงทุน ถ้ามองในเชิงการตลาด กระบวนการขออนุญาตต่าง ๆ ต้องไม่ควรเกิน 6 เดือน ยิ่งถ้าทำเสร็จได้เร็วภายใน 1-2 เดือน จะยิ่งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจทำให้ผู้ประกอบการอยากเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น ดังนั้นหัวใจของการขับเคลื่อนจึงต้องมีแผนแม่บทและการเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดทำแผนแม่บทฉบับดังกล่าว เพื่อให้สมุนไพรไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ 

Calum Lewis / Unsplash

ย้อนกลับไปพูดถึงแผนแม่บทกันสักนิด เป้าหมายสำคัญของแผนนี้คืออะไร  

เป้าหมายสำคัญมี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือไทยตั้งเป้าจะเป็นประเทศผู้นำการส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของอาเซียน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกของเราค่อนข้างคงที่ สะท้อนให้เห็นว่ายังต้องการการลงทุนขนาดใหญ่และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายเรื่อง แต่ถามว่าไทยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนในอุตสาหกรรมนี้ไหม ตอนนี้เราเป็นอยู่แล้ว แต่ตัวเลขควรจะเติบโตได้มากกว่านี้ อีกเรื่องคือมุ่งสร้างมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว จากเดิมมีมูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท ให้เป็น 2 เท่าหรือ 7.6 หมื่นล้านบาทภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด จึงไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ล่าสุดตัวเลขอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2563

ในช่วง 5 ปีของแผนแม่บทฉบับแรกนี้ เกิดรูปธรรมสำคัญอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันมีการออกพระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ. 2562 มีสาระสำคัญ เช่น กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ มีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชาติ และติดตามผลการดำเนินงานเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ มีการปรับปรุงวิธีการอนุญาตขึ้นทะเบียนยาให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพรมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างเป็นระบบและครบวงจร ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดสมุนไพร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้ ถือว่ากฎหมายฉบับนี้ช่วยปลดล็อกได้ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ส่วนตัวมองว่าหลายเรื่องก็ยังค่อนข้างล่าช้า เนื่องจากระบบราชการไทยมีขั้นตอนการทำงานซับซ้อน ถ้าปรับให้เร็วขึ้นได้ จะยิ่งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจได้อีกมาก และจูงใจให้ผู้ประกอบการอยากเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็มีการจัดการเรื่องต้นน้ำไปพอสมควร ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรและปรับพื้นที่ปลูกสมุนไพรให้มีคุณภาพมากขึ้น ขณะที่กลางน้ำซึ่งเป็นเรื่องของผู้ประกอบการเป็นหลัก อาจจะยังทำได้ค่อนข้างน้อย เพราะความไม่พร้อมในหลายเรื่อง แต่ก็ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการสมุนไพร ส่วนปลายน้ำซึ่งเป็นเรื่องของผู้บริโภคและการส่งเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาดของสมุนไพร วิกฤตโควิด-19 ทำให้ภาพของยาสมุนไพรในแง่ทางเลือกในการรักษาชัดเจนขึ้น ทำให้คนเข้าถึงเรื่องของสมุนไพรได้มากขึ้น เมื่อก่อนถ้าพูดถึงสมุนไพรมักเป็นเรื่องเชิงลบ เช่น กินแล้วมีผลข้างเคียง กินแล้วตาย ถูกผิดไม่มีใครพิสูจน์ แต่วันนี้สมุนไพรกลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ต้องบอกว่าการที่ฟ้าทะลายโจรเข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อกับการรับรู้ของประชาชนอย่างมาก ทำให้คนมั่นใจในการใช้ยาสมุนไพรมากขึ้น ในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เรื่องของสุขภาพเป็น Asymmetrical Information คือความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล ยังไงหมอก็จะรู้มากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว แต่พอเป็นเรื่องของสมุนไพร คุณไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ แต่คนธรรมดาทั่วไปก็สามารถหาความรู้และทำความเข้าใจได้ กลายเป็นทางออกเรื่องของการดูแลตนเอง เกิดเป็นกระแสเชิงบวกต่อเรื่องของสมุนไพรอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันในตลาดสมุนไพรโลกใครถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ และไทยอยู่จุดไหนในตลาดโลก  

ตลาดสมุนไพรในโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 9.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ซึ่งประเทศที่มีมูลค่าทางการตลาดของสมุนไพรสูงที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 จีน อันดับ 2 อเมริกา อันดับ 3 ญี่ปุ่น อันดับ 4 เกาหลีใต้ อันดับ 5 เยอรมัน ส่วนไทยเราอยู่อันดับ 6 โดยสมุนไพรไทยในกลุ่มอาหารเสริมมีมูลค่าตลาดมากที่สุด คือราวร้อยละ 60 ขณะที่ตลาดยาแผนโบราณคิดเป็นมูลค่าการตลาดราวร้อยละ 10

คิดว่าเราจะไปได้ไกลถึงอันดับ 1 ใน 3 ของโลกไหม และปัจจัยอะไรที่จะผลักดันให้ไปถึงตรงนั้น

ถ้าอยากไปให้ถึงจุดนั้น เราต้องปลดล็อกอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสในการลงทุน เรื่องของกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจสมุนไพร เราปรับปรุงแก้ไขเรื่องเหล่านี้ได้ไหม การเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหนึ่งให้มีการขยายตัวมากกว่าเท่าตัวภายในเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ มันเป็นไปไม่ได้เลย ถามว่าแล้วอะไรจะเป็นตัวดึงดูดการลงทุนระดับนั้นมาได้ หลายเรื่องเป็นเรื่องของภาพใหญ่ แค่พูดเรื่องการดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ถามว่าวันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ภาครัฐต้องปลดล็อกข้อจำกัดของตัวเองให้ทันการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็ต้องกล้าลงทุนด้วย  

มองว่าหลังโควิด-19 ตลาดสมุนไพรไทยจะเป็นอย่างไร

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด ทำให้คนหันมาเห็นความสำคัญเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ระหว่างเงินกับสุขภาพ เชื่อว่าวันนี้คนส่วนใหญ่จะเลือกสุขภาพดี ไม่ต้องรวยมากก็ได้ แต่อยากมีเงินนะ และก็ไม่อยากตาย คนจะหันกลับมาทบทวนว่าเขาจะต้องใช้ชีวิตยังไง เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ๆ พอคนเริ่มมีความรู้มากขึ้น เริ่มมีประสบการณ์เชิงบวกในการใช้สมุนไพรมากขึ้น ก็จะเริ่มเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์สมุนไพร กลายเป็นภาพเชิงบวกที่จะสนับสนุนให้ตลาดสมุนไพรไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด 

เทรนด์ของสินค้าสุขภาพไม่เฉพาะสมุนไพรจะกลายเป็นเทรนด์ที่บูมมากหลังโควิด ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ส่งผลให้มีแนวคิดในการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาโรคและเสริมสร้างสุขภาพ นี่เป็นผลกระทบเชิงบวกต่อสมุนไพรทั้งสิ้น แต่คำถามคือภาครัฐจะมีแนวทางในการตัดสินใจและตอบสนองเรื่องนี้ได้ทันท่วงทีมากน้อยแค่ไหน หรือจะแค่ปล่อยให้ตลาดสมุนไพรโตไปตามธรรมชาติ แต่บอกได้เลยว่านี่เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโตสูง เพราะเทรนด์โลกกำลังเดินไปในทิศทางนั้น  

ถ้าพูดถึงสมุนไพรเกาหลีต้องนึกถึงโสม หรือของจีนต้องเป็นถั่งเช่า มองว่าในอนาคตเราจะสามารถพัฒนาสมุนไพรไทยตัวใดตัวหนึ่งเป็น Product Champion ระดับนั้นได้หรือไม่

ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็ต้องบอกว่ามีแต่คนฝัน แต่ไม่มีคนทำจริงจัง ต้องเข้าใจก่อนว่า คนเกาหลีกินโสมในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แค่ขายคนในชาติก็รวยแล้ว เนื่องจากมีการบริโภคสูงภายในประเทศ ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงความมั่นคงของอุตสาหกรรมเลย แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น เวลาพูดถึงโสมเกาหลี เราจะไม่พูดภาพลอย ๆ ว่าทำไมมันถึงดัง เพราะเกาหลีมีระบบการส่งเสริมการปลูกโสมและการจัดการเรื่องโสมที่ดีมาก มีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่พัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกและผู้ประกอบการที่สามารถเติบโตได้ เขามีสมาพันธ์เกษตรกรโสม มีการประกันราคา มีการรับซื้อ มีการวางกลยุทธ์ในทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่นึกวันนี้อยากจะปลูกก็ปลูก พรุ่งนี้อยากจะเลิกก็เลิก นอกจากเป็นผลิตภัณฑ์ระดับประเทศแล้ว โสมเกาหลียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เป็นเรื่องของระบบนิเวศที่ต้องพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ตัดกลับมาที่บ้านเรา ยกตัวอย่างถ้าวันนี้เกษตรกรจะปลูกฟ้าทะลายโจร คิดว่ามันจะมีความมั่นคงแค่ไหน ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ 

อีกอย่างถ้าจะถามกลับว่า แล้วถ้าพูดถึงสมุนไพรไทยนึกถึงอะไร หลายคนก็ตอบไม่ได้ ความโชคร้ายของเราคือเราอุดมสมบูรณ์จนเกินไป จนไม่สามารถเลือกสมุนไพรตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะมันมีเยอะแยะไปหมด แต่ส่วนตัวคิดว่าเราต้องเลือกสักอย่างหนึ่งเถอะ ไม่ต้องคิดเยอะหรอก เช่น ฟ้าทะลายโจร หยิบมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ระดับชาติ (National Product) ไหม แล้วสื่อสารออกไป ใช้สถานการณ์โควิดนี้ให้เป็นประโยชน์ ใคร ๆ ก็อยากใช้ ราคาก็ไม่แพง กินแล้วไม่เป็นอันตราย อย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่เราทุกคน และอยากให้มองเรื่องนี้เชิงระบบมากกว่า  

[Creative Ingredients]  

แรงบันดาลใจในการทำงานด้านสมุนไพรไทย

พื้นฐานเป็นเภสัชกร แต่ส่วนตัวมีความเชื่อเรื่องการใช้ธรรมชาติในการรักษาตัวเองอยู่แล้ว หลังจากมีโอกาสได้ทุนไปเรียนเพิ่มเติมด้านศาสตร์การแพทย์โฮมิโอพาธีย์ (Homeopathy) ซึ่งเป็นการแพทย์ทางเลือกที่เน้นการรักษาตามแนวธรรมชาติที่ประเทศอินเดียเป็นเวลา 2 ปี และมีโอกาสได้ฝึกงานที่โรงพยาบาลที่นั่น ได้เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่คนทั่วไปดูแลสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัดเป็นเรื่องปกติ เรียกว่ามีความอินกับการไม่ใช้สารเคมีอยู่พอสมควร พอมีโอกาสมารับหน้าที่ตรงนี้ก็ถือเป็นเรื่องดี และคิดว่าไม่ได้ไกลจากความรู้ที่เรามี ปกติดิฉันเป็นคนปรับตัวง่ายก็เต็มที่กับงานที่ได้รับมอบหมาย และสนุกกับการทำงาน  

ชื่อของสมุนไพรไทยที่คิดว่าแปลกหรือสะดุดหูที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา

อะไรบ้างคะที่รู้สึกว่าแปลก (หัวเราะ) ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจรู้สึกว่าสมุนไพรมักมีชื่อแปลก ๆ เช่น เพชรสังฆาต พิลังกาสา เฉียงพร้านางแอ หัวร้อยรู จุกโรหินี แต่เนื่องจากตัวเองเรียนมาทางด้านเภสัชพฤกษศาสตร์ ต้องทำความรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อเหล่านี้เลยไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร แต่ถ้าก่อนหน้านี้ถามว่าชื่อไหนฟังดูแปลกหน่อย น่าจะเป็นโกฐกักกลิ้ง (โกฐกะกลิ้ง) ซึ่งเป็นผลของต้นแสลงใจ เป็นสมุนไพรโบราณที่ต้นเรียกอย่างหนึ่ง ผลเรียกอีกอย่างหนึ่ง 

อะไรคือความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับสมุนไพรไทยที่อยากแก้ไขให้ถูกต้อง

ถ้าใครบอกคุณว่าสมุนไพรมาจากธรรมชาติ กินแล้วไม่เป็นอะไร อย่าไปเชื่อ อะไรก็ตามถ้ากินซ้ำ ๆ กินเยอะเกินไป กินต่อเนื่องกันนานเกินไป ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น ต่อให้มีคนมายืนยันว่าปลอดภัยแค่ไหนก็ตาม คุณจะรู้ได้ยังไงว่าจริงหรือเปล่า เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ ถ้าคิดได้อย่างนี้ คุณจะมีหลักในการบริโภคสมุนไพรที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเอง 

เรื่อง : รติรัตน์ นิมิตรบรรณสาร



ที่มา : https://www.creativethailand.org/view/article-read?article_id=33194&lang=th&fbclid=IwAR1cpjBph8TTGwbg7Xcna4QDrY98uwwdjK09f--b_tjZ0u5izKOK-3sEOto

ข่าวสารแนะนำ