เห็ดขี้ควาย"

เห็ดขี้ควาย" ตำนานสมุนไพรที่มีบันทึกผนังถ้ำเมื่อ 9,000 ปี ก่อนคริสตกาล และมนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รู้จักเห็ดขี้ควายมากว่า 15,000 ปีแล้ว

.

กับบทบาทในปัจจุบันของสังคมไทย "บาปของสังคม" "ยาเสพติดให้โทษ" "ผิดกฏหมาย" "อันตรายต่อทุกคน"

.

หลังจากที่พืชสมุนไพรรุ่นน้องอย่างกัญชา ได้รับการปลดล็อคไปแล้ว จนสามารถขอใบอนุญาตปลูกได้แบบ ทั่วไป ข่าวปัจจุบันก็มีการนำเอาเรื่องราวของ “เห็ดขี้ควาย” กลับมานำเสนออีกครั้ง ด้วยการซ้ำเติมภาพจำว่าพืชเหล่านี้เป็นเพียงยาเสพติดที่เราไม่ควรยุ่งทั้งสิ้น แต่ความจริงแล้วเจ้าเห็ดชื่อประหลาดตัวนี้ มีที่มามากกว่าจะถูกจองจำให้เป็นเพียงแค่ยาเสพติดจากธรรมชาติเท่านั้น

.

จนกระทั่งมีนักศึกษาโบราณคดีต่างประเทศคนหนึ่ง ได้ทำการศึกษาโบราณคดีโนนนกทา บ้านโนนนกทา ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น สันนิษฐานว่ามนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รู้จักเห็ดขี้ควายมากว่า 15,000 ปีแล้ว

.

ถึงขนาดเคยได้ยินคนพูดกันว่าปกตินำมาย่างเกลือกินก็มี นอกจากหลักฐานในไทยมันยังถูกพบเจอบน “ภาพเขียนภายในถ้ำ ประเทศแอลจีเรียที่มีอายุถึง 9,000 ปี ก่อนคริสตกาล เป็นภาพร่างกายมนุษย์ที่มีรูปเห็ดขี้ควายอยู่บนนั้นด้วย” ในจีนเองก็ยังมีหลักฐานที่บ่งบอกชัดเจนว่ามีการนำเห็ดนี้มาทำเป็นยาพื้นบ้าน เพื่อใช้รักษาโรคคูรูหรือโรคหัวเราะ

.

และคุณรู้หรือไม่นอกประวัติเชื้อสายทั้งหมดของ เห็ดขี้ควาย ที่เรากล่าวมา ความจริงมันเกิดมาจาก “ขี้ควาย” จริง ๆ นะ ส่วนฤทธิ์ของมันเริ่มต้นที่ อาการเคลิบเคลิ้มก่อน ตามมาด้วยความรู้สึกล่องลอย หูแว่ว กระทั่งอาจทำให้เกิดสภาวะภาพหลอนได้ แต่ทั้งนี้อาการทั้งหมดจะอยู่ได้ประมาณ 30 นาที(ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการดื้อของแต่ละคน) จนหายเป็นปกติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

.

.

ที่มาของชื่อ “เห็ดขี้ควาย” กับการถูกแบนในไทย แต่ต่างประเทศกลับนำไปจดสิทธิบัตรทำยาจริงจัง

.

พอได้รู้ซึ้งถึงการออกฤทธิ์ของ “เห็ดขี้ควาย” ไปแล้ว ประเทศที่มีวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีอย่างไทยเรา จะไม่แบนก็กะไรอยู่ สุดท้ายจึงถูกหยิบใส่หมวด “ยาเสพติด” ไปโดยปริยาย แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ในการทำเป็นยามากแค่ไหนก็ตาม ขณะที่ไทยเราเพิ่มชื่อเห็ดตัวนี้ลงสู่บัญชีดำห้ามยุ่ง อีกมุมหนึ่งของ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการจดสิทธิบัตรขั้นตอนการสกัดสาร “ซีโลไซบิน” และ “ไซโลซิน” ที่ได้จากเห็ดขี้ควายนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501

.

นอกจากไม่ได้ติดโทษแบนให้กับเห็ดขี้ควาย พวกเขาก็ยังคงไม่ลดละความพยามในการนำมันมาใช้ประโยชน์ให้ถูกทาง ด้วยการจดสิทธิบัตรเพิ่ม ด้านการพัฒนาสารสเคอร์โรเตีย ซึ่งสกัดได้จากสารซีโลไซบินอีกทีหนึ่ง เหนือไปกว่านั้นคือสารสกัดเหล่านี้ถูกเอาไปพัฒนาเป็นยามากมาย แถมยังมีโอกาสได้นำไปพัฒนาร่วมกันกับเห็ดชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

.

เพราะในบางประเทศประชาชนสามารถปลูกหรือใช้ “เห็ดขี้ควาย หรือ Magic Mushroom” ได้อย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม เรื่องปริมาณเท่าไหร่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น

.

ออสเตรเลีย สามารถเก็บเห็ดขี้ควาย(Magic Mushroom) จากป่า จากธรรมชาติได้ปกติ

.

สหรัฐอเมริกา นิวเม็กซิโก ปลูกได้แค่ในครัวเรือน ไม่ได้ปลูกเพื่อผลิตหรือจำหน่าย

.

สหรัฐอเมริกา โอเรกอน ถูกกฎหมายในการใช้เพื่อรักษา

.

สหรัฐอเมริกา เมืองซานตาครูซ กับ แอนอาร์เบอร์ สามารถใช้และครอบครองได้

.

โปรตุเกส สามารถใช้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้ แต่ยังคงซื้อขายไม่ได้อยู่

.

จาเมกา เป็นสถานที่ที่เห็ดขี้ควายนั้นถูกกฎหมาย ถึงขั้นที่เราสามารถจองทริปเพื่อไปทดลองกิน หรือใช้บำบัดโดยตรงจากแพทย์ได้เลย

.

.

ตำรับยาไทยโบราณที่ใช้ “เห็ดขี้ควาย” เป็นส่วนผสมเพื่อรักษาโรค และงานวิจัยการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยเห็ดตัวนี้

.

หลังจากที่เราได้รู้ซึ้ง ถึงการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเห็ดขี้ควายของสหรัฐอเมริกาไปแล้ว เราลองแวะกลับมาที่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราอีกสักครั้ง ว่าคุณรู้หรือไม่ บ้านเรามีตำรับยาไทยโบราณที่ใช้ “เห็ดขี้ควาย” เป็นส่วนผสมในการรักษาโรค ไม่น้อยหน้าเลยสักนิด ซึ่งในตำรับยาไทยได้กล่าวถึงสรรพคุณเอาไว้ว่า

.

“มีรสเบื่อเมา มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด แก้นอนไม่หลับ แก้พิษไข้ร้อน กระสับกระส่าย” อีกทั้งหมอไทยยุคก่อน ๆ ยังใช้เห็ดขี้ควายเป็นยาทำให้ง่วงหรือนอนหลับ จึงเรียกยานี้ว่า “ยาสุขไสยาสน์”

.

ยิ่งกว่านั้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่นำเอาเห็ดขี้ควายมาทำตำรับยามากถึง 20 ตำรับ ยกตัวอย่างเช่น ตำรับยาแก้ไข้หมากไม้ (ไข้ที่เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล) โดยใช้เห็ดขี้ควายมาย่างให้เกรียม คู่กับรากข้าว รากแตงกวาฝนกินพร้อมกัน หรือจะเป็นยารักษาผิวบางตัวก็ใช้เห็ดขี้ควายเป็นส่วนผสมก็มีอีกมาก

.

แต่จุดเด่นที่ทำให้ “เห็ดขี้ควาย” ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้น คงต้องเป็นเรื่องการดึงเอามาใช้ในงานวิจัยเพื่อรักษา “โรคซึมเศร้า” โดยการทดลองนี้มีผู้ป่วยโรคมะเร็ง 29 คนที่มีอาการโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ซึ่งแต่ละคนจะได้รับสารซีโลไซบิน 1 หยดหรือไม่ก็วิตามินปลอม หลังจากเวลาผ่านไป 7 สัปดาห์ ก็สลับกันกับกระบวนการจิตบำบัด 9 ครั้ง ภายใน 6 เดือนจากที่ได้รับสารนี้ ผู้ป่วยแสดงอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าน้อยลงกว่า60-80% รวมทั้งมีทัศนคติต่อเรื่องความตายที่ดีขึ้นด้วย

.

ต่อเนื่องจากการทดลองนี้ เมื่อได้ติดตามผู้ป่วย 15 คนจาก 29 คนต่อไปอีก 3.2-4.5 ปี กลับพบว่ามีผลระยะยาวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อันเห็นได้จากพัฒนาการด้านการใช้ชีวิตของผู้ป่วย ที่มีมุมมองชีวิตดีขึ้นกว่าเก่า ผลการศึกษาในครั้งนี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Psychopharmacology เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2020 แถมยังมีผู้ป่วยอีกกว่า 70% รู้สึกดีกับการเลือกเปลี่ยนวิธีรักษามาบำบัดด้วย “ซีโลไซบิน”​ พวกเขากล่าวว่า

.

“ได้รับความรู้สึกแง่บวกกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต จากประสบการณ์บำบัดที่ผ่านมา อีกทั้งยังรู้สึกอีกว่ามันคือประสบการณ์ที่มีความหมายต่อจิตวิญญาณ และชีวิตเป็นอย่างมาก”

.

.

.

วิเคราะห์อนาคตของ “เห็ดขี้ควาย” จะเป็นยังไงต่อไป

.

ได้ทำความรู้จักกับ “เห็ดขี้ควาย” มาหลาย ๆ ด้านแล้ว ลองวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกัญชากันสักหน่อย ว่าทำไม รุ่นน้องสายเขียว ถึงได้ออกไปโลดแล่นก่อน

.

มาเริ่มต้นกันที่ด้านประโยชน์ของการสกัดสารจำเพาะจากเห็ดชนิดนี้ สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงการใช้เป็นยาเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ดังเช่นตัวอย่างตำรับยาโบราณของไทยเราเอง อีกทั้งหากนำไปทำการทดลอง หรือวิจัยอย่างจริงจัง อาจพบประโยชน์มากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

.

ไปต่อกันที่ด้านกฎหมาย ทั้งกัญชาและเห็ดขี้ควายต่างก็เคยถูกจัดให้อยู่ในยาเสพติด ประเภทเดียวกัน มีกฎหมายการลงโทษผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครองอย่างใกล้เคียงกัน แล้วทำไมจึงไม่มีการพูดถึงการ ปลดล็อก เห็ดขี้ควายบ้าง?

.

อาจไม่ใช่เพราะปัญหาการแก้กฎหมายที่ดูยุ่งยาก ถ้าหากเรามองให้ลึกไปกว่านั้นถึงคำว่า“กฎแห่งผลประโยชน์”​ ที่ไม่สามารถควบคุมของป่าอย่าง เห็ด ได้ดีมากเท่ากับกัญชาที่คนต้องปลูกขึ้นมาเองเป็นส่วนใหญ่ ไหนจะความหาง่ายที่แค่เดินเข้าป่าไปก็เจอ เก็บมาทำอะไรกินก็ง่าย บางที่ยังนิยมแอบเอาไปปั่นผสมกินกับแอลกอฮอล์อีก ทำให้คนมองว่า “มันข้ามไปถึงอันตรายได้ง่ายกว่าจะสัมผัสกับประโยชน์ของมัน”

.

อ้าวแล้วถ้างั้นกัญชาที่ทั้งเอาไปต้มในอาหาร เอาไปทำน้ำชา เอาเสพเฉพาะส่วน ก็ดูอันตรายไม่แพ้กันเลยไม่ใช่หรือยังไง? แล้วเหตุผลอะไรกันแน่ที่ทำให้ “เห็ดขี้ควาย” ไม่เคยถูกพูดถึงในด้านดี หรือนำขึ้นเวทีสนทนาเพื่อปลดล็อกอย่างจริงจัง แต่กลับถูกตอกย้ำให้เป็นเพียงแค่สารเสพติดให้โทษหนักเพียงอย่างเดียว

.

อ้างอิงข้อมูลจาก

.

https://media.oncb.go.th/.../2018.../64-content5-21-5-61-1

https://www.thairath.co.th/life.../health-and-beauty/1985205

https://www.matichonweekly.com/column/article_153570

http://www.thaihof.org/เห็ดขี้ควายและเห็ดขี้ว/

https://themomentum.co/magic-mushrooms-psilocybin-eased.../

https://en.wikipedia.org/wiki/Psilocybin_mushroom



ที่มา : ลอย ชุนพงษ์ทอง


ข่าวสารแนะนำ