สมรภูมิ “กัญชา” แสนล้านระอุ แห่ลงทุนทะลัก ระวังวืด!?

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กระแส “ธุรกิจกัญชา-กัญชง” คึกคักรับเทรนด์สายเขียว กัญชาจัดเป็นดาวเด่นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทย ฟากรัฐยกเป็น “Product Champion” มีการส่งเสริมพัฒนากัญชาครบวงจร มูลค่าตลาดกัญชาโลกสูงถึง 5 แสนล้านบาท เสมือนขุมทรัพย์ยั่วใจนักล่าสมบัติ สร้างปรากฎการณ์ “กัญชาฟีเวอร์” ยื่นขอไลเซนส์กัญชาต่อยอดแตกไลน์ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม เวชภัณฑ์เครื่องสำอาง รวมไปถึงการท่องเที่ยว ฯลฯ โดยนับตั้งแต่มีการประกาศกฎหมายอนุญาตให้ปลูกและแปรรูปกัญชง-กัญชา ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าพบผู้สนใจยื่นขออนุญาตปลูกและแปรรูปกัญชาสูงถึง 2,000 - 3,000 รายต่อวัน  


ขณะเดียวกัน การส่งเสริมของภาครัฐอย่างเต็มสูบ ตลอดจนการเกาะเทรนด์ของภาคเอกชนบริษัทน้อยใหญ่ อาจส่งผลต่อดีมานด์ซัพพลายหากรัฐไม่สร้างสมดุลให้ดีเป็นไปได้ว่าอาจเกิดปัญหาล้นตลาด นอกจากนี้ ยังเกิดเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ด้วยข้อกำหนดกฎเกณฑ์บางประการยังไม่เคลียร์ อาจส่งผลให้วืดการลงทุน จนต้องเก็บพับโครงการไปในที่สุด


 ภญ.สุภัทรา บุญเสริม  รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่าอุตสาหกรรมกัญชาในประเทศไทยอยู่ยุคเฟื่องฟูและจะยังดำเนินต่อไปอย่างน้อยๆ 5 - 6 ปี สืบเนื่องจากซัพพลายเชนของกัญชง-กัญชา ค่อนข้างยาวตั้งแต่ต้นน้ำคือการนำเข้าเมล็ดพันธุ์และการปลูก กลางน้ำคือการสกัดและปลายน้ำคือผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัจุบันกระแสของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมาแรงมากที่สุด ทุกธุรกิจต้องการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ด้วยกัญชง-กัญชา ส่งผลให้หุ้นบริษัทพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


 “ปัจจุบันมูลค่าของกัญชาในตลาดโลก มีมากถึง 5 แสนล้านบาท อัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 17 โดยการใช้ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพสร้างรายได้สูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าทั้งหมด ซึ่งกัญชาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ธุรกิจ และประชาชน” ถ้อยแถลงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในที่ประชุมวิชาการเรื่องการพัฒนากัญชาเพื่อเศรษฐกิจไทย 


ส่วนอุตสาหกรรมกัญชาไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเป็น 661 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2567 ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้ส่งเสริมให้พัฒนาการปลูกกัญชาแบบครบวงจร หรือ Product Champion ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางเกษตรกร กลางทางคือผู้ผลิต และปลายทางคือผู้ขายและประชาชน มีเป้าหมายต่อยอดกัญชาสู่การสร้างเศรษฐกิจประเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ ยาแผนไทย ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ


ทั้งนี้ ต้องบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รัฐบาลสนับสนุนการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนภาพของกัญชาเชิงพาณิชย์ปรากฎชัดขึ้น โดยรัฐส่งเสริมและผลักดันให้กัญชง-กัญชา ให้เป็น Product Champion ตัวใหม่ที่สร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ 3 ด้าน ได้แก่


1.ยาแผนไทย เพื่อรักษาและดูแลสุขภาพกลุ่มผู้ป่วยเป้าหมาย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้บริการกัญชาทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2562 2. ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยา อาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ปัจจุบัน เริ่มมีบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของไทยสนใจที่จะใช้สารสกัดจากกัญชง-กัญชาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่ การปลูก (ต้นน้ำ) การสกัดสารสำคัญ (กลางน้ำ) การแปรรูป (ปลายน้ำ) และ 3.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้กัญชาผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวจากประสบการณ์ตรง สร้าง New Industry เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว


การส่งเสริมของรัฐยิ่งทำให้กระแสธุรกิจเกี่ยวกับกัญชง-กัญชาไม่หยุดฉุดไม่อยู่ ภาคเอกชนบริษัทน้อยใหญ่ต่างเกาะเทรนด์ตลาดอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม และเวชภัณฑ์เครื่องสำอาง เตรียมลุยธุรกิจแตกไลน์ผลิตภัณฑ์สายเขียว โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กว่า 20 แห่ง ที่กำลังมองหาช่องทางโกยกำไรเพิ่ม พร้อมกันนี้ เกิดคำถามว่าประชาชนคนธรรมดาทั่วๆ ไป จะมีโอกาสในธุรกิจกัญชา-กัญชงมากน้อยเพียงใด หรือมีช่องทางให้เข้าถึงพืชกัญชาสร้างรายได้อย่างไร


อย่างไรก็ตาม นโยบายหลังปลดล็อกกัญชา – กัญชงในประเทศไทย ยังสร้างความสับสนในสังคมว่าอะไรทำได้หรืออะไรทำไม่ได้ ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยความชัดเจนล่าสุด เริ่มตั้งแต่คุณสมบัติผู้ขออนุญาตปลูกกัญชาตาม ม.26/5 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) อนุญาตให้บุคคล 4 กลุ่มแรกครอบครองได้ คือ 1.หน่วยงานรัฐที่ทำการศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์หรือเกษตรศาสตร์, หน่วยงานรัฐที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์, หน่วยงานรัฐที่ให้บริการทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม, หน่วยงานรัฐที่ป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด 2.ผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม การสัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทย แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย


3.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์) และ 4.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม (วิสาหกิจชุมชน, วิสาหกิจเพื่อสังคม, สหกรณ์การเกษตร) ภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน


โดยภายในปี 2564 อย. เตรียมประกาศเพิ่มให้อีก 3 กลุ่มสามารถครอบครองและใช้กัญชง-กัญชาได้ คือ 1. ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ เช่น เครื่องบิน ซึ่งในอนาคตอาจต้องมีการอนุญาตให้ยานพาหนะเหล่านี้มียาที่ทำมาจากกัญชง-กัญชา ติดไว้บนเครื่องเพื่อทางการแพทย์ 2. ผู้เดินทางระหว่างประเทศ ในกรณีดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือบุคคลทั่วไป อาจเป็นผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาโดยใช้กัญชง-กัญชา ซึ่งจำเป็นต้องปลดล็อกส่วนนี้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยัน และ3. ผู้ขออนุญาตอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ กำหนดในกฎกระทรวง


อย. ระบุว่าผู้ที่ได้รับอนุญาตปลูกกัญชา หากต้องการนำใบ หรือ ส่วนต่างๆ ที่ไม่เป็นยาเสพติดไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายสามารถทำได้ โดยต้องยื่นขอแก้ไขแผนการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ หลักการของกฎหมาย “ประชาชนทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากส่วนของกัญชาที่ไม่เป็นยาเสพติดได้ แต่ต้องได้มาจากผู้ที่ได้รับอนุุญาตปลูกที่ถูกต้องตามกฎหมาย”


ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านอาหาร-เครื่องดื่ม หากต้องการนำกัญชามาเป็นส่วนประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม ต้องซื้อมาจากแหล่งปลูกที่ได้รับอนุญาตจาก อย. เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่ต้องการนำส่วนของพืชกัญชาไปทำเป็นอาหาร หรือผลิตภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย ต้องดำเนินการขออนุญาตจาก อย. เสียก่อน


ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดจาก อย. ณ วันที่15 มี.ค. 2564 เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการขอใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวกับกัญชาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,407 ฉบับแบ่งเป็นใบอนุญาตนำเข้า 8 ฉบับ, ครอบครอง 160 ฉบับ, ผลิต (ปลูก) จำนวน 138 ฉบับ), ผลิต (แปรรูป/สกัด) 33 ฉบับ, ผลิต (ปรุง) 5 ฉบับ และจำหน่าย 1,063 ฉบับ


ส่วนผู้รับอนุญาตจำหน่ายกัญชาปัจจุบันประกอบด้วย โรงพยาบาลรัฐ 730 แห่ง รพ.สต. 222 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 23 แห่ง คลินิก 64 แห่ง และหน่วยงานอื่น ๆ 24 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีผู้รับอนุญาตครอบครองกัญชาเพื่อจ่ายน้ำมันกัญชาภายใต้โครงการวิจัยจำนวน 29 แห่ง




แต่ประเด็นที่น่าจับตาหลังการปลดล็อกกัญชง-กัญชาเชิงพาณิชย์ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เกิดความปริวิตกจากภาคเอกชนกรณีกฎไม่เคลียร์อาจส่งผลให้วืดการลงทุน กลายเป็นปมร้อนในเวทีเสวนา “กัญชง กัญชา อนาคตอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร”


 นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์  ประธานกิตติมศักดิ์และกรรมการผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนสถานการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพราะข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ยังไม่ชัดเจนของภาครัญ ระบุว่าขั้นตอนการขออนุญาตกับทาง อย. เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเสริมอาหารนั้น ได้ยื่นเรื่องไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการพิจารณา


ประการแรก ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ประกอบการในกลุ่มเอง ไม่ชัดเจนที่จะกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ประการต่อมา อย. มีข้อกำหนดเพื่อพิจารณาที่ควรระวังไม่ใช่เพียงกลุ่มเสริมอาหารเท่านั้น แต่รวมไปถึงกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ใช้ทำลิปสติก ที่อาจต้องควบคุมปริมาณสารในกัญชง-กัญชา ไม่ให้สูงจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อช่องปาก เป็นต้น ส่งผลกับการกำหนดทิศทางการต่อยอดพัฒนาของผู้ประกอบการ


ดังนั้น น่าติดตามว่า ในอนาคตธุรกิจสายเขียว “กัญชา-กัญชงเชิงพาณิชย์” จะแข่งขันดุเดือดเพียงใด จะคลอดผลิตภัณฑ์สร้างแปลกใหม่เรียกเสียงฮือฮาสักแค่ไหน แล้วใครบ้างจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิแห่งนี้


ที่มา : https://mgronline.com/daily/detail/9640000029271

ข่าวสารแนะนำ