การปลูกกัญชา กัญชง ข้อมูลสนับสนุนระดับอุดมศึกษา

การปลูกกัญชา กัญชง

ข้อมูลสนับสนุนระดับอุดมศึกษา


สายพันธุ์กัญชาหลักๆ มี 3 สายพันธุ์ คือ

     ซาติวา  (Sativa) ที่อยู่บริเวณประเทศไทย มีลักษณะใบเรียวยาวบาง สีเขียวอ่อน ต้นมีความสูงมาก ค่อนข้างโป่รง กิ่งและก้านยาว เพราะว่าภูมิอากาศร้อน ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่ในอากาศที่ร้อนให้ได้ เพื่อจะได้ผลิตผลผลิตออกมา ส่วนใหญ่สารที่มีในสายพันธุ์นี้คือ THC

      อินดิกา (Indica) มีลักษณะใบที่หนา ต้นมีความเตี้ยและป้อม เกิดในพื้นที่ที่สูงกว่าประเทศไทยขึ้นไปเล็กน้อย อากาศที่เย็นขึ้นเล็กหน่อย สารในสายพันธุ์นี้คือ THC, CBD

      รูเดอราลิส (Ruderalis) สายพันธุ์นี้เป็นกัญชาป่า

      กัญชา 3 สายพันธุ์นี้ สามารถผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ได้ เช่น สายพันธุ์ บลูโอจี (Blue OG) เป็นสายพันธุ์ที่สายนันทนาการนิยม ตั้งต้นมาจากสายพันธุ์ไทย สิ่งที่เห็นคือของจากประเทศไทยโดนเขาเอาไปทำใหม่ น่าจะตั้งแต่ที่สายพันธุ์ ไทยสติก (Thai stick) ที่โด่งดัง ในการผสมสายพันธุ์นั้นถ้าเอา ซันติวา กับ อินดิกา ผสมกัน จะเรียกว่า สายพันธุ์ ไฮบริด แต่ถ้าเอา รูเดอราลิส เข้ามาผสมด้วยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

      หมายเหตุ บลูโอจี (Blue OG) การผสมข้ามพันธุ์บลูเบอร์รี่ F3 ฟ้า Moonshine และมีศักยภาพไฮบริดกูช / ไทย Indica ซึ่งเป็นสายพันธุ์ทอปฮิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชนะรางวัล บลู OG เป็นที่รู้จักกันดีในยุโรปและในต่างประเทศ ขนาดกะทัดรัดของสายพันธุ์นี้ จะทำให้ปลูกได้ทุกพื้นที่ แม้เป็นพื้นที่สูง อัตราผลตอบแทนระยะสั้นดีมาก ดอกมีปริมาณเรซินมากทำให้เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ดีที่สุด G13 Labs มีการผลิตกัญชาและสารสกัดมีกลิ่นหอมและรสชาติเป็นเลิศ บลู OG จึงเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้ผลในการสกัดน้ำมันกัญชาและมีกลิ่นผลไม้หอมของป่า

      ถ้า ซาติวา กับ อินดิกา เฉยๆ จะเรียก โฟโต้ พีเรียด (Photo–period) โฟโต้ที่แปลว่า แสง แสดงว่าพวกนี้อ่อนไหวง่ายกับแสง จะออกดอกตามชั่วโมงแสง ถ้าแสงชั่วโมงเยอะก็จะเป็นใบอย่างเดียว ถ้าลดชั่วโมงแสงลงได้ มันก็จะออกดอก สามารถชำกิ่งได้ อายุการเก็บเกี่ยวของสายพันธุ์นี้ ตั้งแต่ 5-9 เดือน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงแสง

      ออโต้ ฟลาวเวอร์ (Auto flowering) ก็คือ รูเดอราลิส ไปผสมกับ ซาติวา หรืออินดิกา จะได้สายพันธุ์ต้นที่เตี้ยลง ข้อดีของสายพันธุ์นี้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับชั่วโมงแสง จะให้แสง 20-24 ชั่วโมง ก็ได้ ก็ยังออกดอกเหมือนเดิม อายุการเก็บเกี่ยวประมาณเพียงแค่ 2 เดือนครึ่ง ก็เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่สายพันธุ์นี้ต้องได้จากเมล็ดของมันเท่านั้น

      หมายเหตุ สายพันธุ์กัญชาออโต้เป็นสายพันธุ์ลูกหลานของสายพันธุ์ป่าเดิม ที่ระบุว่าเป็น "Ruderalis"รูเดอราริส ในรัสเซีย สายพันธุ์นี้แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นของกัญชา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าสายพันธุ์ "photoperiod"โฟโตพีเรียด สายพันธุ์ Rudanis รูเดอราริส นี้มีอายุสั้นมาก ด้วยการใช้ชีวิตสั้นๆ สามารถที่จะอยู่รอดได้ในรัสเซียโดยมีฤดูร้อนและฤดูหนาวที่ยาวนานมาก สายพันธุ์ Ruderalis เดิมทีอยู่ในป่าต้นมีขนาดเล็กมีระดับ THC ต่ำมาก และผลิตจำนวนน้อย ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพ จึงมีการผสม Ruderalis (รูเดอราริส) กับสายพันธุ์ Photoperiod (โฟโต้พีเรียด) เพื่อไห้ได้ระดับTHC และผลิตที่มากขึ้น จึงเกิดเป็นสายพันธ์ที่เรียกว่า Autoflowering (ออโต้พีเรียด) หรือเรียกสั้นๆว่า ออโต้ ช่วงแสงสามารถกำหนดการจะเติบโต ขนาด และผลผลิตได้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุดสามารถให้แสงจำนวนมากในแต่ละวัน แสงสว่างมากขึ้น = การเจริญเติบโตมากขึ้น = ผลผลิตที่มากขึ้น สายพันธุ์ออโต้ควรได้รับแสง 18-24 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด สายพันธุ์ดอกออโต้จะเริ่มออกดอก ประมาณ 3-4 สัปดาห์ การเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 2-3 เดือนจากเมล็ดและขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

      การปลูก 2 ประเภทหลักๆ สารสำคัญในกัญชาอยู่ที่ปลายช่อดอก จากผลงานวิจัย ดอกที่อยู่บนสุดจะมีสารสูงกว่าดอกที่อยู่ข้างล่าง สารที่ว่าจะอยู่ข้างนอกเหมือนดอกเห็ด เรียกว่า ไตรโคม (Trichomes) เป็นบริเวณที่เก็บสะสมสารสำคัญในกัญชา การสกัดจึงง่ายเพราะมันอยู่ข้างนอก

      การพัฒนาสายพันธุ์ทำอย่างไร สามารถผสมสายพันธุ์ได้ ต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย และดูอย่างไรว่าเป็นเพศไหน ถ้าเป็นเพศเมียจะมีดอกแหลมๆ เกสรตัวเมียสองเส้น ช่วงเวลาที่จะแสดงเพศจะออกตามปล้อง ก่อนที่จะเป็นช่อใหญ่ ส่วนตัวผู้จะเป็นไข่กลมๆ เมื่อตัวผู้ที่โตแล้ว จะมีดอกใหญ่ๆ ขึ้นเป็นช่อ เมื่อแสดงเพศแล้วรู้ว่าเป็นเพศผู้ให้ตัดทิ้ง เพราะถ้าได้เมล็ด เมล็ดนั้นอาจทำให้สายพันธุ์นั้นเปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะมีเพศผู้และเพศเมียแล้ว มีเพศกะเทย (Banana) อีกด้วย จะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียโผล่ออกมา ถ้าเอาไปผสมก็จะลดสารลงเหมือนกัน กัญชาแต่ละต้นแต่ละสายพันธุ์กินน้ำไม่เท่ากัน กินปุ๋ยไม่เท่ากัน มีสีดอกที่ไม่เหมือนกัน ในห้องวิจัย

      ความแตกต่างของกัญชา และกัญชง ต่างกันเพียงแค่ปริมาณสาร THC กัญชง ไม่สามารถดูที่ใบได้ ใบจะบอกแค่ว่าเป็น ซาติกา หรืออินดิกาเท่านั้น แต่สิ่งที่กฎหมายกำหนด คือ ถ้า THC ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นกัญชง ถ้าเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นกัญชา

      กัญชงแบบไหนบ้างที่สามารถปลูกได้ ในประเทศมี 3 ประเภท คือ กัญชงที่ปลูกไว้เอาช่อดอก CBD ต่อมาคือกัญชงที่จะเอาเมล็ดมาบีบเอาน้ำมัน สุดท้าย ประเภทไฟเบอร์ ใช้ใบกิ่งก้าน อย. บอกว่าห้ามปลูกกัญชงกับกัญชา ในรัศมี 10 กิโลเมตร เพราะว่า แบบที่เอาเมล็ดต้องมีตัวผู้ แบบที่เอาเส้นใยก็ไม่ได้ดูตัวผู้ ตัวเมีย เพราะมันมีตัวผู้แน่นอน และขนาดเกสร ที่ขนาด 24 ไมครอน ของตัวผู้ มันจะปลิวไปไกลได้ประมาณ 10 กิโลเมตร

      การปลูกกัญชง อย.แจ้งว่าสามารถเลือกปลูกได้ 6 แบบ คือ

1.    ปลูกเพื่อประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ

2.  ปลูกเพื่อตามประเพณี

3.  ปลูกเพื่อเชิงพาณิชย์

4.  ปลูกเพื่อการแพทย์

5.  ปลูกเพื่อการศึกษา

6. ปลูกเพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์รับรอง

      เลือกปลูกแบบไหน ต้องมีแหล่งค้าขายที่ชัดเจน ให้ถูกต้อง ที่ อย. ออกกฎหมายนี้มาเพราะว่าถ้าล้นตลาด ไม่สามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ แต่ถ้าสามารถบอกได้ว่ามีคนซื้อแน่นอน ก็สามารถปลูกได้ สรุปแล้วกัญชงถ้าจะปลูกก็ต้องขออนุญาตเหมือนกันกับกัญชา แต่ขอได้ง่ายกว่า ไม่ต้องมี CCTV ไม่ต้องมี Finger scan แต่ต้องมีรั้วรอบให้ปลอดภัย

      หลักการลงมือปลูกจะปลูกแบบไหน

      กลางแจ้ง (Out door) เนื่องจากเป็นระบบเปิด จำเป็นต้องซื้อหลอดไฟ การเจริญเติบโตเป็นไปตามธรรมชาติ ตามชั่วโมงแสง เงินทุนต่ำกว่า แต่ต้องระวังศัตรูพืช การเก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง ถ้าทำเป็นจะได้ปีละสองครั้งสูงสุด ต้นทุนน้อยแต่ความเสี่ยงสูง

      โรงเรือน (In door) ต้องใช้หลอดไฟ ถ้าเป็นสปอตไลท์แสงไม่พอ ได้เพียง 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในโรงเรือนไม่สามารถปลูกพันธุ์ไทยได้ เพราะว่าชนเพดานและแสงไม่พอ งานวิจัยจึงนิยมเป็นสายพันธุ์ไฮบริด ข้อดีของห้องคือ สามารถควบอุณหภูมิได้ด้วยเครื่องปรับอากาศ ควบคุมความชื้น ควบคุมซีโอทู แต่ควบคุมไรแดงไม่ได้ การปลูกแบบนี้สามารถกำหนดได้ว่า ปีละ 4-5 ครั้งได้เพราะควบคุมไฟได้ ข้อเสียคือแพงใช้ต้นทุนสูง

      โรงเรือนกลางแจ้ง (Green house) การปลูกแบบนี้คือ เอาข้อดีของกลางแจ้งและโรงเรือนมารวมกัน มีหลังคาเป็นพลาสติกใสกันฝนได้ ใช้แสงอาทิตย์ ไม่ต้องซื้อหลอดไฟ แต่จะเกิดความร้อนจากกรีนเฮาส์เอฟเฟ็ก ต้องพยายามทำโรงเรือนให้เปิดหรือใส่พัดลมดูดอากาศ ถ้าความชื้นสูง ดอกจะขึ้นรา ต้องดูทิศทางลมอย่าทำให้โรงเรือนร้อน เน้นโปร่งเป็นหลัก

      การลงมือปลูกกัญชาทำอย่างไร ปลูกจากเมล็ด จะได้เมล็ดจากโครงการการแพทย์แผนไทย จะได้เมล็ดมา 120 เมล็ด และมาเพาะต่อ ซึ่งจำกัดมาก 120 เมล็ด ต้องแบ่งเพาะอีก 60 : 60 อาจจะมีปัญหาเป็นตัวผู้ด้วย เมล็ดไม่งอกอีก เมล็ดที่ดีเป็นอย่างไร

      1. การเพาะเมล็ด (Germination) 3-7 วัน เมล็ดที่ดีต้องอวบแน่นสมบูรณ์ ผิวแข็งเรียบเนียน สีค่อนข้างไปทางน้ำตาลแก่ ขั้วแห้งสุก ไม่มีรอยปริแตก เมล็ดกัญชงกับกัญชาจะไม่เหมือนกัน กัญชง จะมีขนาดใหญ่กว่า ถ้ามีเมล็ดเยอะ ใช้การหว่านจะงอกขึ้นเอง แต่ถ้ามีปริมาณจำกัด ต้องใช้กรรไกรตัดเล็บตัดเปลือกออกเล็กน้อย เพื่อเร่งรากให้ออกไวขึ้นและนำไปแช่น้ำ น้ำที่ใส่แนะนำว่าถ้าไม่มีน้ำกลั่น ก็ใช้น้ำโพลาลิส ซึ่งน้ำที่ดีจะมีค่า PH 6.3 – 6.8 ควรมีเครื่องวัดค่าการนำไฟฟ้า EC วัดปุ๋ย หลังจากแช่เมล็ดในน้ำ 2 ชั่วโมง ต้องนำไปเก็บในที่มืดและอุ่น ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง เมื่อครบแล้วหยิบกระดาษทิชชูมาใส่กล่อง ฉีดน้ำไปให้ชุ่มฉ่ำวางไว้ข้างๆ วางเมล็ดลงไป เอากระดาษมาปิดข้างบนอีกทีน้ำชุ่ม

      2. การอนุบาล (Seedling) 1-2 สัปดาห์ พอรากออกมาแล้ว ก็จะเริ่มเอารากลงดิน เอาลงวัสดุปลูก ส่วนใหญ่จะใช้พีทมอสส์ หรือโคโค่พีท หรือใช้โคโค่พีทผสมพีทมอสส์และก็ใส่เพอร์ไลต์ลงไปเล็กน้อยรดน้ำให้ชุ่มหลังจากนั้น ใช้ปากกาหรือตะเกียบจิ้มลงไปให้เป็นรู เอาเมล็ดที่มีรากลงไปฝังและรดน้ำให้ชุ่ม น้ำก็เหมือนเดิม ต้องเป็นน้ำที่มีกรดอ่อนๆ 6.3-68 วัสดุพวกนี้ที่ดีเพราะว่ามันต้องมีอาหารไม่มากตอนเล็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องมีอาหารมากมาย ถ้าเก็บอนุบาลด้วยแสงหลอดไฟ อาจจะต้องมีแอพพลิเคชั่นไว้วัดค่าแสง 150-300 PPFD 18 ชั่วโมง ถ้าเป็นแสงแดดธรรมชาติจะอันตราย ต้องมีการพรางแสงด้วยซาแรนและความชื้นด้วย ต้องไม่ให้รับแสงโดยตรง ไม่ให้ร้อนด้วย กระถางที่ใช้ปลูก อาจใช้แก้วกาแฟเจาะก้นใส่พีทมอส์ลงไปให้ต่ำกว่าแก้ว ประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดลงไปแล้วฝัง 2-3 เซนติเมตร เพราะเวลาที่โตขึ้นมันจะสูง ถมวัสดุปลูกลงไปเรื่อย ๆ จนถึงใบเลี้ยง

      การเตรียมวัสดุปลูก คือ ต้องร่วนซุย ชื้นแต่ไม่แฉะ PH 5.6-6.5 เป็นกรดนิดๆ วัสดุเป็นอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มีพิษหรือสารเคมีตกค้าง

      พีทมอส์ (Peat moss) คือ ซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันเป็นเวลาหลายร้อยปี ซึ่งสามารถใช้ซากพืชของที่ทับถมกันก็ได้ ข้อดีคือไม่ทำให้เกิดช่องว่าง อากาศไม่เข้าไปในดินจนทำให้ดินร่วนซุย เก็บความชื้นได้ดี อุ้มน้ำแต่ไม่แฉะมาก

       เพอร์ไลต์ (Perlite) คือ หินภูเขาไฟเนื้อแก้ว สารที่มีน้ำหนักเบา มีความพรุนสูง และมีลักษณะคล้ายหิน รักษาความสมดุลระหว่างปริมาณน้ำและอากาศใต้ดิน คุณสมบัติฉนวนช่วยรักษาอุณหภูมิของดิน ช่วยดูดซึมสะสมยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืชและปุ๋ยเคมี

      ขุยมะพร้าว คือ เปลือกมะพร้าวที่ปั่นเอาใยออก หรือปั่นให้ใยละเอียดเป็นขุยๆ ละเอียด ประมาณเม็ดทราย แห้งสนิท (ไม่ใช่เปลือกสับ) มีคุณสมบัติเบา อุ้มน้ำได้ดีและเก็บความชื้นได้นาน

      หินพัมมิช (Pumice) เนื้อหินร่วน เม็ดคล้ายน้ำตาลทราย มีรูพรุนสูง

      เวอร์มิคูไลท์ ( Vermiculite) คือ แร่พบในรูป Aluminum Iron – Magnesium Silicate มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียมและแคลเซียม น้ำหนักเบา เป็นกลาง ไม่ละลายน้ำ ดูดซับน้ำได้ดี

      ปุ๋ยที่สำคัญกับกัญชาในช่วงที่ทำใบ คือ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน (Vermicompost) เป็นเศษซากอินทรียวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งดินและจุลินทรีย์ที่ไส้เดือนเดินกินเข้าไปแล้วผ่านกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุเหล่านั้นภายในลำไส้ของไส้เดือนดิน แล้วจึงขับถ่ายเป็นมูล มีลักษณะร่วนละเอียด มีสีดำออกน้ำตาล โปร่งเบา มีความพรุน ระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก มีความจุความชื้นสูงและมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงมาก

      มูลค้างคาว จะมีแร่ธาตุสูงแต่เหมาะช่วงทำดอก มูลค้างคาวจะมีสองแบบ คือแบบเก่าและใหม่ ต้องใช้แบบเก่าเท่านั้น

      กระถางผ้า (Smart pot) คือ กระถางผ้า ระบายน้ำได้ดี ไม่ทำให้น้ำขังจนอาจจะเกิดรากเน่า มีน้ำหนักเบาอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น และดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นพืชเจริญเติบโตได้ดี

      แอร์พอต (Air pot) คือกระถางพลาสติกที่มีรูรอบๆ กระถางทำให้ ระบายน้ำได้ดี อากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น สามารถเปลี่ยนกระถางได้ง่ายมาก เพียงแกะตัวล็อกออกมา

3. ระยะเลี้ยงใบ (Vegetative) 4-8 สัปดาห์ ธาตุที่สำคัญก็คือ ไนโตรเจน ระยะการสร้างราก กิ่งใบ ต้นประเภท Auto flowering ประมาณ 4-8 สัปดาห์ ควรเลือกไซต์กระถางให้เหมาะสม รากไปไม่ได้ต้นจะชะงัก ต้นประเภท Photoperiod ขนาดกระถางจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำใบ เน้นปุ๋ยไนโตรเจนเป็นหลัก แนะนำปุ๋ยมูลไส้เดือน ฮอร์โมนไข่ ระยะทำใบ ให้เปิดแสงด้วยจะดีกว่า เพราะแสงในไทยสูงสุด 14 ชั่วโมง ถ้าอยากให้ต้นโตเร็ว ให้ใช้แสง 16-20 ชั่วโมง ความเข้มแสง 400-700 ppfd ช่วงเริ่มทำดอกต้องใส่ปุ๋ยที่เพิ่มฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเข้าไป อยากให้ผลผลิตสูงต้องมีการจัดทรง โดยการเทรนด์นิ่ง หลักการคือเพียงแค่ว่าให้แต่ละกิ่งโดนแสงเท่าๆ กัน การเทรนด์นิ่ง   

      Topping คือการตัดตามข้อเอายอดไปเสียบชำได้

      Fimming คือการตัดตรงยอดเลยสองวิธี ทำเพื่อไม่ให้ต้นสูง แต่จะทำให้ต้นออกข้างๆ

      Low stress คือ การ Topping แล้วแตกกิ่งมา 2-3 กิ่ง แล้วดึงลง ก็จะได้ยอดเพิ่มขึ้นหลายๆ ยอด High Stress/supercoping ถ้ายอดไหนเจริญโตกว่ายอดอื่น ต้องหมุนๆ ให้มันแตกและพับหลบ และจะเจริญเติบโตช้ากว่าเพื่อน Lollipop คือ ข้างๆ จะมีใบเยอะ ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท ไม่โดนแสงให้อากาศผ่านไปได้ อาจทำให้เกิดรา จึงต้องตัดต้นให้โปร่ง

      Sea of green คือ การปลูกแบบถี่ๆ อย.ให้ปลูก 1 ตารางเมตร/ต้น แต่จะเป็นปลูกตารางเมตรละ 4 ต้น ข้างล่างไม่เอา เอาแต่ยอดบน แต่ปริมาณต้นต้อง แต่ อย.จะอนุมัติ

      Screen of Green (SCROG) คือ การใช้ตาข่ายเป็นตัวช่วย มีหน้าที่ 2 อย่าง ตอนใบเล็กกางกิ่งมันออกตาข่ายจะทำให้กิ่งมันกางออกตอนที่ต้นยังเล็กอยู่ ตอนทำดอกตาข่ายจะช่วยเหลือไม่ให้ดอกหัก ถ้าไม่ทำเทคนิคนี้ต้นไหนที่ดอกใหญ่ๆ ดอกอาจจะหักได้

     ศัตรูกัญชาที่ต้องระวัง

      ช่วงทำใบเริ่มต้นจะเจอ เพลี้ยกระโดด กำจัดง่ายใช้น้ำส้มควันไม้ แช่สะเดาฉีดก็จะหาย แมลงหวี่ขาว จะเจอใต้ใบ ต้องเปิดที่ใต้ใบจะเจอแมลงหวี่จับอยู่ใต้ใบ ตอนฉีดยาก็ต้องฉีดใต้ใบ ไรแดง จะเจอช่วงทำดอก ดูง่ายๆ ถ้าบนใบมีจุดขาวๆ ก็ไปพลิกดูข้างล่างจะเจอตัวเล็ก ๆ เหมือนแมงมุม ไรแดงจะกำจัดยากต้องเอาต้นที่มีไปกำจัดที่อื่น กัญชาปลูกไม่ยากแต่ว่าดูแลยาก

4. ระยะทำดอก (Flowering) 8-12 สัปดาห์ ระยะทำดอกถ้ามีต้นตัวผู้ ต้องเปลี่ยนแสงเปิด 12 ปิด 12 ชม.ช่วงที่เปลี่ยนแสงจะเริ่มแสดงเพศ ต้องดูเอาใจใส่มาก เจอตัวผู้เมื่อไรตัดเมื่อนั้น อย่าเก็บไว้ เพราะสารจะหายไปเรื่อย ๆ ระยะนี้จะต้องให้ปุ๋ยที่เป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส มากขึ้นปุ๋ย NPK มีการพ่นฮอร์โมนไข่ ให้ใช้สาหร่ายแดง สาหร่ายสกัดทะเล แต่อย่าฉีดพ่นที่ดอก เพราะจะมีความชื้นทำให้เกิดราเทา เพราะกัญชาเป็นพืชที่ดูดน้ำและปุ๋ยได้เร็วมาก แทนที่จะได้สารอาหารจากรากไปดูดไปหมด เมื่อถึงช่วงทำดอก ไรแดงจะเริ่มมาเยอะต้องใช้ตัวห้ำตัวเบียน แมลงเต่าทอง พวกนี้จะมาช่วยกินไรแดง แมลงหวี่ขาวก็ยังอยู่ในช่วงนี้ ช่วงทำดอกอุณหภูมิต้องเย็น ลดความชื้น ถ้าไม่ลดราจะขึ้น ลดชั่วโมงแสง แต่เพิ่มความเข้มของแสง แสงเข้มไม่ร้อนไม่ชื้น

     การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

     ถ้าดูที่ไตรโคม คือ ส่วนที่มีสารTHC (Tetrahydrocannabinol) มากที่สุดของต้นกัญชา ไตรโคมอยู่ที่ส่วนดอกของกัญชาตัวเมียหรือที่คนส่วนมากเรียกว่า "กะหลี่" ต้องเป็นสีขาวขุ่นและมีสีเหลืองอำพัน 20 เปอร์เซ็นต์ วิธีดูนี้เฉพาะพันธุ์ที่จะเอา THC (ขนขาวๆรอบๆ จะขึ้นในช่วงออกดอกเมื่อขยายดูจะเห็นเป็นต่อมลูกแก้วขนาด 10-100 ไมโครเมตรภายในจะมีเรซิ่นและน้ำมันไตรโคมยิ่งมากสารที่ได้ยิ่งเยอะ) และยังเป็นส่วนที่ส่งผลเรื่องกลิ่นและรสชาติอีกด้วย ใช้กล้องส่องพระในการดูไตรโคมว่าเก็บได้หรือยัง ต้องตรวจสอบทีละต้น ไม่สามารถดูเป็นแปลงได้ หรือ ดูได้ที่เกสร ต้องแห้งเป็นสีน้ำตาลหรือสีเหลือง ดูที่ไครโตม ไม่ได้สังเกตที่ใบร่วงหรือไม่ พอตัดต้นเสร็จเอาใบใหญ่ออกก่อน เพราะว่าตอนทำแห้งจะคายน้ำออกมากว่าดอกจะแห้ง ตัดใบใหญ่ออกและนำไปขาย แล้วค่อยนำดอกเอาไปแขวนไว้ให้แห้ง แขวนที่อุณหภูมิ 20 องศา ห้องมืด มีอากาศถ่ายเท อาจใช้พัดลมเป่าช่วย เพื่อให้มันแห้งได้ทุกดอกทุกช่อ คือ การทำแห้ง

      ต่อจากการทำแห้ง ก็จะดรายทริม (Dry TRIM) คือการเอาใบเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับดอกออก เพราะเราต้องการสารที่สูง จึงไม่ต้องเอาใบไปด้วย เพราะสารภายในใบนั้นต่ำ

      ที่มา : ผศ.ดร. สมชาย แก้ววังชัย ผชช.สาขาอนินทรีย์เคมี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

 

 

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สวพส.

      เตรียมขายเมล็ดพันธุ์กัญชง เม.ย. นี้ พร้อมเปิดรับแผนจองเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกปีหน้า ทั้งเตรียมตัวเป็นศูนย์กลางให้ความรู้เกษตรกรที่สนใจปลูกกัญชง นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้เปิดอนุญาตให้นำเข้า ส่งออก ผลิต จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด เมื่อเดือน ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้สนใจที่จะปลูกกัญชงอย่างกว้างขวาง ในฐานะที่สวพส. ได้ศึกษาวิจัยกัญชงมายาวนาน จึงได้เตรียมแผนจะจัดจำหน่ายหน่ายเมล็ดพันธุ์กัญชงให้แก่ผู้สนใจ โดยจะเริ่มกำหนดราคา และจำหน่ายในเดือน เม.ย. นี้

      ตามฤดูการเพาะปลูก 2564 ซึ่งจะเริ่มได้ในเดือน พ.ค.- มิ.ย. นี้ ทางสวพส. ยังมีเมล็ดพันธุ์จำนวนจำกัด เนื่องจากไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนการแก้ไขกฎหมายอนุญาตพืชกัญชงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้มีการจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์กัญชงเพื่อฤดูการเพาะปลูกปี 2565-2566 ทางสวพส. ก็จะเปิดรับแผนการผลิตจากผู้สนใจ เพื่อนำไปเตรียมความพร้อมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งจะเริ่มรับในแผนการผลิตในเดือน เม.ย. นี้เช่นกัน นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า กัญชงหรือแฮมพ์ เป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เปลือกหรือเส้นใย นำไปทำผลิตภัณฑ์สิ่งทอ แกนลำต้นมีความแข็งแรงนำไปทำวัสดุก่อสร้าง เมล็ดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ส่วนใบ นำไปสกัดเป็นยารักษาโรค เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงเชื่อว่ากัญชง จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าสูง ดังนั้น สวพส. จึงจะเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูล ความรู้ รวมทั้งการจำหน่ายเม็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกกัญชง ให้แก่ผู้สนใจ ทั้งเกษตรกร บุคคลทั่วไป และนิติบุคคล เพื่อให้ก่อเกิดกระบวนการใข้ประโยชน์จากกัญชงทางเศรษฐกิจอย่างยั้งยืน ทั้งนี้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความรู้ และการจัดหาเมล็ดพันธุ์ของ สวพส. ในทางเว็บไซต์ https://bit.ly/3utF8og

 

7 บริษัท ถือใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธ์ "กัญชง" จากต่างประเทศ

      เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธุ์ กัญชง กลุ่มแรก ณ วันที่ 2 มีนาคม 2564 จำนวน 7 ราย ส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และสเปน บางรายนำเข้าจากแคนาดา อิตาลี ได้แก่

1.    บริษัท สันติสุข อกริเทค จำกัด

2.  บริษัท เฮิร์บ เทรเชอร์ จำกัด

3.  บริษัท ลีน แอนด์ ยัง จำกัด

4.  บริษัท แพล้นโทโลยี จำกัด

5.  บริษัท อีสเทิร์น สเปรคตรัม กรุ๊ป จำกัด

6. บริษัท สยาม เฮอเบิล เทค จำกัด

7.  บริษัท กัญชภัทร จำกัด

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและ

พัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สวพส. กล่าวในการเสวนาขั้นตอนและเงื่อนไขวิธีจำหน่ายกัญชง (hemp) พ.ศ. 2564 ว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศ “กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิตนำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง “สถาบันได้ศึกษาและวิจัยกัญชงตั้งแต่ปี 2549 จึงพร้อมนำเมล็ดพันธุ์กัญชงมาจำหน่ายให้แก่ทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคลที่มีความสนใจยื่นขอซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้นกว่า 300 ราย ซึ่งสถาบันจะจัดจำหน่ายเมล็ดกัญชงลอตแรกรวม 5,600 กิโลกรัม โดยคัดเลือกตามความเหมาะสมใน 2 พันธุ์ คือ RPF1 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร และพันธุ์ RPF3 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงระดับ 500-1,000 เมตร”ได้แบ่งการจำหน่ายเป็น

      1. เมล็ดพันธุ์รับรอง (certified seed) จำนวน 3,000 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ราคา 300 บาท/กก. หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 400 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 520 บาท/กก.

      2. เมล็ดบริโภค (grain) จำนวน 2,600 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับหน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 250 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 750 บาท/กก. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัย พัฒนาและการทดลองปลูกได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมในประเทศ โดยมีการพิจารณาและกำหนดปริมาณเมล็ดที่จะจำหน่ายให้แก่ผู้ขอซื้อแต่ละราย ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ (ดูกราฟิก)

      สำหรับการจำหน่ายของสถาบันนั้นกำหนดให้มีคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการควบคุม การจำหน่าย การกำหนดราคาเมล็ดพันธุ์ ส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์ของเฮมป์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงาน ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนมูลนิธิโครงการหลวง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผู้แทนสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางการจำหน่ายและราคาเมล็ดกัญชงที่เหมาะสมด้วย โดยผู้ขอซื้อสามารถแจ้งความประสงค์ขอซื้อผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันช่วงวันที่ 26 เม.ย.-5 พ.ค. 2564 ภายในวันที่ 30 จะประกาศผู้ที่ได้รับเมล็ดพันธุ์ตามวัตถุประสงค์นั้น ๆ ต่อไป

 

 

 

ข่าวสารแนะนำ