ก.เกษตรเอี่ยวคุมกัญชงกัญชา ผุด “มอก.” เครื่องดื่ม-วัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจ-เอกชนเร่งเครื่องปลูก “กัญชง-กัญชา” เชิงพาณิชย์ CPF ประกาศ “กัญชงอินทรีย์” ต้นไม้มหัศจรรย์พร้อมวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเตรียมผลิตอาหารสำเร็จรูป ด้านกระทรวงเกษตรฯขึ้นบัญชีเมล็ดพันธุ์กัญชง-กัญชาแล้ว ส่วน สนง.มาตรฐานอุตสาหกรรมออก มอก. 5 ฉบับ ทำมาตรฐานสารสกัดชุดกัญชงใช้ผลิตยา-เครื่องสำอาง-อาหาร-เครื่องดื่ม-สิ่งทอ ยันวัสดุก่อสร้าง


CPF วางระบบอาหารกัญชง


นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชง-กัญชาของรัฐบาลถือเป็นนโยบายที่ดีและควรส่งเสริม จากการศึกษาข้อมูลพืชเศรษฐกิจชนิดนี้โดยเฉพาะ “กัญชง” พบว่า มีสารอาหารเป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่าง ในเมล็ดกัญชง หรือที่เรียกว่า hemp seed สามารถบีบน้ำมันออกมาและมีสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนของเมล็ดมีโอเมก้า-3 ที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย เปลือกก็มีประโยชน์จากไฟเบอร์สูงมาก และที่สำคัญ ที่ต้องเรียกกัญชง “เป็นต้นไม้มหัศจรรย์” ก็เพราะกัญชงมีความสามารถในการดูดซับสารอาหารได้ 100% จากปกติที่พืชทั่วไปจะดูดซับได้เพียง 60-70% ดังนั้น ผู้ปลูกกัญชงจะต้องปลูกในระบบกัญชงอินทรีย์ ซึ่ง CPF ได้พยายามเร่งพัฒนากัญชงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชง-กัญชาก็คือ การวางระบบ systematic test หรือการดูแลตั้งแต่การปลูกเพื่อให้สามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ได้ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ไปจนกระทั่งถึงปลายทางทุกขั้นตอน

เริ่มตั้งแต่ได้การขออนุญาตให้วิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ปลูก จะต้องมีขั้นตอนของการ test back ได้ทุกออร์เดอร์ ต้องมีการวางระบบตรวจสอบย้อนกลับยอมรับว่า “ค่อนข้างยากมาก” แต่จากประสบการณ์ของ CPF ที่ทำเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ teacebility ต้องใช้เวลาพัฒนาเป็นปี ๆ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก การปลูกกัญชงก็เช่นกัน

“การ test back กับวิสาหกิจชุมชนทุก ๆ ออร์เดอร์นั้น มันยากตรงที่ว่า วิสาหกิจชุมชนผลิตออกมากี่ลอต แล้วลอตนี้จะขายใคร จะใช้อะไรเป็นตัว test เวลาที่มีการตรวจสอบย้อนกลับมาที่วิสาหกิจชุมชนนั้น ๆ หรือกัญชงลอตนี้กับลอตนั้นต่างกันอย่างไร ซึ่งบริษัทใหญ่ที่เคยทำระบบตรวจสอบย้อนกลับต้องใช้ระบบตัวเลขการตรวจสอบถึง 11 ตัว เพื่อบอกว่า ตัวเลขดิจิตนี้ทำหน้าที่อะไร เพราะสินค้าที่ผลิตจะถูกกระจายออกไปหลายที่


โดยกัญชาที่ผลิตออกมาก็ต้องถูกตรวจสอบทุกลอต เพราะกัญชามีส่วนผสมของสาร THC ส่วนกัญชงยังไม่ชัดเจนว่าจะต้องตรวจสอบขนาดไหน อย่างไรก็ตาม CPF คงไม่โฟกัสไปที่ตัวพืชกัญชา แต่เรามุ่งเน้นที่กัญชงเป็นหลัก แต่ข้อมูลขณะนี้ยังไม่ชัดเจน ตอนนี้อนุญาตให้เฉพาะเอาใบกัญชามาทำอาหารได้ และต้องใช้ใบจากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาตคือ วิสาหกิจชุมชน ที่ต้องเป็นแหล่งที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น” นายประสิทธิ์กล่าว


คุม รง.แต่ไม่คุมร้านอาหาร

แหล่งข่าวจากวงการอาหารตั้งข้อสังเกตว่า ระดับราคาใบกัญชาโดยเฉพาะ “ใบแห้ง” นั้นมีราคาสูงผิดปกติไปถึง กก.ละ 40,000-50,000 บาท จากต้นทุนที่แท้จริงน่าจะอยู่ไม่เกิน กก.ละ 4,000-5,000 บาท ดังนั้นหากการซื้อขายใบกัญชงเป็นไปตามกลไกตลาดที่แท้จริง ในอนาคตใบกัญชงราคาน่าจะลดลง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมที่ชัดเจนว่า จะให้ใส่ส่วนผสมจากกัญชงได้ในปริมาณเท่าไหร่ ยกตัวอย่าง หากเป็นการใช้ใบสดจะใส่กี่ใบ บางร้านใส่ 1-2 ใบ บางร้าน 9-10 ใบ และถ้าเป็นสินค้าอาหารสำเร็จรูป หรือสินค้าอาหารในร้านอาหาร ก็จะต้องมีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีหน่วยงานคนละหน่วยงานควบคุมดูแล

“ถ้าทำเป็นอาหารสำเร็จรูปจะอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ตอนนี้ อย.ยังไม่ออกประกาศว่า จะให้ใช้กัญชงเป็นส่วนผสมเท่าไร เดิมหากเป็นสาร THC ในกัญชงกำหนด 1% แต่ถ้าเป็นกัญชาคาดว่าจะลดลงมาให้ได้ไม่เกิน 0.000015% ถ้าเกินก็ถือว่า ผิดกฎ อย. ซึ่งในอนาคตต้องมีการสุ่มตรวจสอบแน่นอน ประเด็นนี้ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปในโรงงานจะต้องวางมาตรการเตรียมพร้อม” แหล่งข่าวกล่าว

แต่อีกด้านหนึ่งต้องอย่าลืมว่า ตลาดกัญชาช่วงแรกจะต้องเป็นตลาดอาหารสำหรับบริโภคในประเทศ ซึ่งจริง ๆ มาจากร้านอาหารย่อย ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนร้านอาหารรายย่อยกว่า 300,000-400,000 แห่ง ตอนนี้กฎระเบียบไม่ได้ไปด้วยกัน เพราะการกำกับดูแลร้านอาหารย่อยต้องดำเนินการผ่านทางกรมอนามัย


ขึ้นบัญชีเมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชง

มีรายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการพันธุ์พืช ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาให้เมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชงเป็นเมล็ดพันธุ์ควบคุมตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชปี 2518 เพื่อใช้กลไกของกฎหมายควบคุมการรวบรวม-ขาย-นำเข้า-ส่งออกเมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชง “การปลดล็อกกัญชา-กัญชงทำให้เกษตรกรสนใจที่จะปลูกพืชชนิดนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์กัญชา-กัญชง จึงต้องใช้กฎหมายเข้ามากำกับดูแล” ผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่งกล่าว

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ บอร์ด สมอ.มีมติเห็นชอบ “มาตรฐานสารสกัดจากกัญชง” ที่สกัดมาจากกัญชงทุกส่วนทั้งเปลือก-ลำต้น-เส้นใย-กิ่งก้าน-ราก เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันเมล็ดกัญชง, สารสกัดกัญชง, เปลือกกัญชง และแกนกัญชง ในการนำไปแปรรูปเป็นสินค้าประเภทยา อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสมุนไพร

โดย สมอ.ได้จัดทำมาตรฐานสารสกัดในชุดของกัญชง 6 มาตรฐาน เป็นมาตรฐานวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยา, เครื่องสำอาง, อาหาร, เครื่องดื่ม, อาหารสัตว์, สิ่งทอ, กระดาษ, ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ประกอบด้วย 5 มาตรฐาน ได้แก่ 1) น้ำมันเมล็ดกัญชง (มอก.3171-2564) 2) สารสกัดจากกัญชงที่มีปริมาณ CBD รวมไม่น้อยกว่า 30% โดยมวล (มอก.3172-2564) 3) สารสกัดจากกัญชงที่มีปริมาณ CBD รวมไม่น้อยกว่า 80% โดยมวล (มอก.3173-2564) 4) เปลือกกัญชง (มอก.3184-2564) และ 5) แกนกัญชง (มอก.3185-2564) นอกจากนี้ สมอ.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 1 มาตรฐาน คือ เส้นใยกัญชง


หาช่องทางตลาดส่งออก

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในอนาคตกรมเตรียมหาโอกาสทางการตลาดในต่างประเทศ โดยจะต้องเริ่มจากการพัฒนาสินค้าให้มีจุดขายที่โดดเด่นก่อน ส่วนการส่งออกจะตามมาในอีกระยะหนึ่ง


ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Prohibition Partner ได้ออกรายงานด้านกัญชาโลก หรือ The Global Cannabis Report ระบุว่า แนวโน้มมูลค่าตลาดกัญชาทั่วโลกจะสูงถึง 103,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2567 โดยสหภาพยุโรปจะเป็นตลาดกัญชาเบอร์ 1 คาดว่าจะมีมูลค่า 39,100 ล้านเหรียญ ซึ่งในตลาดนี้ เยอรมนีจะเป็นประเทศหลักที่ได้มีการพัฒนากฎหมายรับรองการใช้กัญชาทางการแพทย์มานานกว่า 3 ปี นับจากเดือนมีนาคม 2560 ส่วนแคนาดา ตลาดกัญชามีมูลค่าตลาด กว่า 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวสารแนะนำ