“กัญชง” ไม่ธรรมดา GISTDA เร่งทักถอโอกาสทอง หวังต่อยอดใน “อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ”

นอกจาก “กัญชา” พืชเศรษฐกิจใหม่ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจและตื่นตัวมาก ก็ยังมี “กัญชง” (Hemp) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกัญชาในด้านลักษณะทางพฤกษศาสตร์ แต่ ไม่ใช่พืชที่เป็นสารเสพติดเหมือนกัญชา

โดยกัญชงเป็นพืชที่นิยมนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอเป็นเครื่องนุ่มห่มและผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน รวมถึงยังคุณประโยชน์สารพัด ไม่ว่าจะการนำไปสกัดเป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว น้ำมันจากเมล็ดกัญชง กระทั่งน้ำมันหอมระเหย หรือใช้ถูและนวดเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ช่วยซ่อมแซมผิว และเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดสิว เป็นต้น ล่าสุดอิทธิฤทธิ์ของกัญชง ที่ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้ง นั่นคือก้าวไกลไปถึงขั้นนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศได้ ซึ่งขณะนี้ GISTDA กำลังทดสอบเและพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

น้ำมันจากเมล็ดกัญชง

ทั้งนี้ กัญชงและกัญชา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกัน โดยมีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่น ทางตอนใต้ของแคว้นไซบีเรีย ประเทศเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) ทางตอนเหนือของแคว้นแคชเมียร์ของประเทศอินเดีย และในทางตอนเหนือของประเทศจีน สำหรับประเทศไทย ชาวเขาเผ่าต่างๆ ทางภาคเหนือ มีการใช้เส้นใยที่ได้จากลำต้นของกัญชงมานานแล้ว
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ราว 4-5 ปี หากใครเพาะปลูกกัญชงหรือมีไว้ครอบครองก็จะมีความผิด และมีบทลงโทษต่างๆ มากมาย จนกระทั่งเมื่อปี 2560 พืชชนิดนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ในประเทศไทย ทั้งในระดับครัวเรือน และอุตสาหกรรม เฉพาะในพื้นที่ที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยจำกัดพื้นที่ 6 จังหวัด 15 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่วาง อ.แม่ริม อ.สะเมิง และอ.แม่แจ่ม จังหวัดเชียงราย 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เทิง อ.เวียงป่าเป้า และอ.แม่สาย จังหวัดน่าน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.นาหมื่น อ.สันติสุข และอ.สองแคว จังหวัดเพชรบูรณ์ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.หล่มเก่า อ.เขาค้อ และอ.เมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เฉพาะใน อ.เมือง และจังหวัดตาก เฉพาะที่ อ.พบพระ

กัญชง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกกัญชงในทุกๆ พื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร แต่ต้องมีการยื่นคำร้องขออนุญาตปลูกกัญชงในพื้นที่นั้นๆ และผู้ที่ได้รับอนุญาตจะต้องมีแผนการผลิต แผนการจำหน่าย และการนำไปใช้ประโยชน์ตามขั้นตอนที่ได้รับอนุญาต รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาปลูก และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กอปรกับการที่ภาครัฐได้มีการเตรียมการส่งเสริม และยกระดับกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ด้วยการนำเส้นใยมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ จึบทำให้มีการสนับสนุนให้ปลูกกัญชงอย่างแพร่หลายมากขึ้น กระนั้นทุกขั้นตอนต้องได้รับการควบคุมจากภาครัฐ รวมทั้งการตรวจวัดปริมาณสาร THC ของกัญชาที่ปลูกต้องไม่เกิน 1% ต่อน้ำหนักแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกัญชงไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ จากการที่กฎกระทรวงในด้านการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 29 มกราคม 2564 เป็นต้นมา ได้ก่อเกิดเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าต่างๆ จำนวนมาก
โดยข้อดีของกัญชงมีอยู่ล้นเหลือ อาทิ “เปลือก” สามารถนำมาแปรรูปเป็นเส้นใยเพื่อทอเสื้อผ้าที่มีคุณสมบัติเด่นด้านต้านแบคทีเรีย และต้านรังสียูวี หรือผ่านกระบวนการแปรรูปให้เป็นเส้นใยไฟเบอร์ที่มีความบริสุทธิ์ และโดดเด่นด้านความแข็งแรงกว่าเหล็กและทนความร้อนได้สูง หรือหากนำมาบดละเอียดในรูปผง เพื่อผลิตเป็นคอนกรีตก็มีความแข็งแรง ทนไฟ ทนความร้อนได้ดี ในส่วนของ “ใบ” มีปริมานสาร THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) ต่ำเหมาะแก่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชา ที่ให้รสชาติดี ทั้งยังช่วยผ่อนคลาย ช่วยทำให้นอนหลับง่าย หลับสนิท แก้ปวด บำรุงเลือด

เส้นใยกัญชงกัญชง

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะพบว่าส่วน “ช่อดอก” และ “เมล็ด” เหมาะแก่การสกัดน้ำมัน เพื่อทำยา อาหารเสริม และโภชนเภสัช (Nutraceutical : คำที่เกิดจากการผสมระหว่างคำว่า “Nutrients” หมายถึง สารอาหาร และ “Pharmaceutics” หมายถึงยา) และที่่น่าสนใจเป็นอย่างมากและอาจสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนก็คือ “อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ” โดยมีการผลิตเครื่องบินเล็กจากเส้นใยกัญชงเครื่องแรกของโลกเมื่อปี 2557 โดย Derek Kesek ชาวแคนาดา เจ้าของบริษัท Hempearth ทำให้เรื่องนี้ได้รับการพูดถึงในวงกว้าง และหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศยานก็กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการวิจัยและพัฒนากันอย่างจริงจัง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะท่ี่ Hempearth เอง ก็ได้พัฒนาเจนเนอเรชั่นใหม่ของเครื่องบินเล็กจากเส้นใยกัญชง โดยที่นั่งและหมอนไปจนถึงผนังเครื่องบิน ทำจากกัญชงทั้งหมด เมื่อจับคู่กับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันกัญชง ก็จะกลายเป็นการผลิตเครื่องบินที่ยั่งยืนโดยปราศจากสารพิษ และเมื่อเทียบกับวัสดุอากาศยานแบบดั้งเดิม เช่น อลูมิเนียมหรือใยแก้วจะเบากว่า ส่งผลให้ใช้เชื้อเพลิงน้อยลงระหว่างการเดินทาง รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) จึงต่ำกว่าการผลิตแบบดั้งเดิมอย่างมาก

Hempearthภาพจาก Hempearth

Hempearthภาพจาก Hempearth

Hempearth

Hempearth

ด้านคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของเส้นใยกัญชง มีข้อมูลการผลิตและทดสอบเส้นใยไฟเบอร์ที่ทำจากเส้นใยกัญชงเทียบกับใยไฟเบอร์กลาส ที่ผลการทดสอบปรากฎว่าเส้นใยกัญชงมีความแข็งแรงกว่าเส้นใยไฟเบอร์กลาส 25-30% เทียบต่อน้ำหนัก ทำให้ลดการใช้พลังงานได้ดี และที่สำคัญมีคุณสมบัติดูดกลืนเสียงได้ดีด้วย ส่วนในด้านผลการทดสอบ Tensile Strength หรือการทดสอบแรงดึง แรงกดวัสดุ พบว่ามีความแข็งแรงกว่าหลายเปอร์เซ็นต์ ที่เห็นได้ชัดเจนคือ Bending Strength หรือการทดสอบแรงดัดงอ มากกว่าไฟเบอร์กลาสถึง 30-35% เลยทีเดียว มิหนำซ้ำยังมีความแข็งแรงกว่าเหล็กหลายเท่า

เส้นใยกัญชง

ดังนั้นในอนาคตการใช้ประโยชน์จากเส้นใยกัญชงในรูปแบบของวัสดุคอมโพสิท FRP (Fiber Reinforced Polymer) จะเริ่มที่ชิ้นส่วนภายในอากาศยานก่อนหรือใช้ผลิตโครงสร้างทั้งหมดของโดรน ทั้งโดรนเชิงพาณิชน์และทางการทหาร หรือโครงสร้างอากาศยานทางทหารที่เป็นเทคโนโลยีล่องหนจากคุณสมบัติดูดซับคลื่นเสียงที่ดี (โดยต้องมีการผลิตทดสอบในหลายๆ ความถี่ เช่น VHF,UHF, L-Band, S-band และX-band เป็นต้น) หรือกระทั่งใช้ลดการแพร่การกระจายรังสีจากเครื่องยนต์ของยานยนต์ทางทหารต่างๆ เพื่อลดการตรวจจับด้วยกล้องรังสีความร้อน เป็นต้น
หากทำได้สำเร็จจะช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการปลูก แปรรูป และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของกัญชง เกิดการขยายตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

กัญชง

ปัจจุบัน หน่วยงานด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยอย่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเส้นใยกัญชงเช่นกัน ด้วยการนำเส้นใยกัญชงมาทดสอบหาคุณสมบัติทั้งด้านความแข็งแรงและความทนทาน ตลอดจนคุณสมบัติด้านความถี่และอุณหภูมิ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านโครงสร้างของอากาศยานไร้คนขับ หรือชิ้นส่วนภายในเครื่องบิน ซึ่ง GISTDA มีพันธมิตรด้านนี้อยู่แล้ว หรือหากมีคุณสมบัติที่เข้ากันได้ดีกับการใช้งานบนห้วงอวกาศ ก็เป็นไปได้ที่จะนำไปใช้เป็นชิ้นส่วนในดาวเทียมดวงต่อๆ ไปที่เกิดขึ้นจากการสร้างโดย GISTDA เองและฝีมือคนไทย

เส้นใยกัญชง

ในส่วนของขั้นตอนการทดสอบจะเริ่มอย่างไร ทดสอบที่ไหน พอจะสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้
ขั้นตอนแรก เริ่มจากการจัดตรียมข้อมูลมาตรฐานการทดสอบด้านคอมโพสิท โดยในเบื้องต้นจะทดสอบ Tensile Strength เป็นอันดับแรก โดยห้องแลป GALAXI ซึ่งได้รับการรับรอง AS9100 (มาตรฐานระบบจัดการคุณภาพที่อิงตามมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งมุ่งเน้นคุณภาพของธุรกิจการบินและอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่าย องค์กรด้านการบำรุงรักษา หรือผู้ผลิต) ISO17025 (มาตรฐานสากลซึ่งเป็นการประเมินความสามารถทางวิชาการของห้องปฏิบัติการ) และ NADCAP (มาตรฐานของผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ในขอบข่าย Non-Metallic Material Testing หรือการทดสอบวัสดุอากาศยานในลักษณะห้องปฏิบัติการอิสระ) ของ GISTDA จากนั้นเตรียมวัสดุผ้าใยกัญชง (ใยธรรมชาติ) แล้วนำไปขึ้นรูปเป็นแผ่นความหนาตามมาตรฐานทดสอบ ต่อด้วยการตัดและเตรียมชิ้นงานให้ได้ตามมาตรฐานการทดสอบ และนำไปทดสอบ Tensile Strength ก่อนจะสรุปผล เปรียบเทียบคุณสมบัติความแข็งแรง Tensile Strength ของใยกัญชงกับไฟเบอร์กลาส/คาร์บอนไฟเบอร์จากฐานข้อมูล จากนั้นจัดหาและทดลองใช้เส้นใยไฟเบอร์กัญชง (ปัจจุบันในประเทศไทยมีบริษัทที่ผลิตเส้นใยไฟเบอร์จากใยกัญชงคือ บริษัท ก้องเกียรติเทกซ์ไทล์ จำกัด ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่จังหวัดสระบุรี) ที่บริสุทธิ์กว่าเส้นใยกัญชงที่ใช้ทอผ้าทั่วไป

เส้นใยกัญชง

เส้นใยกัญชง

บทสรุปผลการทดสอบโดย GISTDA พบว่า หากมีข้อได้เปรียบจริงดังข้อมูลอ้างอิง จะต้องสร้างกลไกในการกระตุ้น การผลิต ตลอดจนการใช้วัสดุสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศให้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรฐกิจใหม่ของประเทศต่อไป 
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตลาดกัญชงโลกในปี 2563 มีมูลค่าราว 4,748 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะเติบโตอย่างรวดเร็วขึ้นไปแตะ 18,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ย 22.4% ต่อปี พร้อมกันนี้ยังวิเคราะห์ว่าในปี 2564 รายได้จากช่อดอกกัญชงจากการปลูกแบบระบบเปิด (Outdoor) ที่ให้ผลผลิตช่อดอกกัญชงแห้งราว 20-40 กิโลกรัมต่อไร่ อาจจะอยู่ที่ราว 2 แสนบาท – 1 ล้านบาทต่อไร่ เนื่องจากราคารับซื้อที่สูงเพราะผลผลิตที่ยังมีจำกัดเป็นหลัก ขณะที่ต้นทุนการปลูกที่คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 3 แสนบาท – 1.5 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้คาดการณ์ว่าผู้ลงทุนปลูกกัญชงอาจต้องใช้ระยะเวลาคืนทุนราว 4-5 ปี ส่วนในระยะถัดไป รายได้ของผู้ลงทุนปลูกกัญชงอาจทยอยปรับตัวลดลง สืบเนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะกดดันราคา รวมทั้งความท้าทายจากการแข่งขันโดยเฉพาะกับวัตถุดิบหรือสารสกัดกัญชงจากต่างประเทศเมื่อมีการเปิดให้นำเข้าได้ในอนาคต ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนปลูกกัญชงจึงควรคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ให้รอบคอบ

ประเทศผู้ส่งออกกัญชง


ที่มา https://www.salika.co/2021/06/27/gistda-hemp-aerospace-industry/


ข่าวสารแนะนำ